“ถนนเด็กเดิน” เพื่อเมืองน่าอยู่สำหรับเยาวชน ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนไทยสู่ “สังคมคุณภาพ”

ถนนเด็กเดินการพัฒนาประเทศที่ยึดถือเอาตัวเลขและอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของนโยบายการบริหารประเทศที่ผ่านมานั้นได้ส่งผลให้สถาบันครอบครัวในสังคมไทยอ่อนแอลงจนก่อให้เกิดปัญหาในด้านต่างๆ มากมาย
    ปัญหาในเด็กและเยาวชนนับเป็นหนึ่งในหลายปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย นำมาซึ่งความรุนแรง การล่วงละเมิดทางเพศ การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ การท้องก่อนวัยอันควร การทำแท้ง การทอดทิ้งทารกฯลฯ ซึ่งเด็กและเยาวชนถือว่าเป็นกำลังที่สำคัญของชาติ หากเขาต้องประสบปัญหาตั้งแต่ในวัยเยาว์ สังคมไทยก็จะขาดกำลังสำคัญที่มีคุณภาพ เป็นสังคมที่เจ็บป่วยและอ่อนแอจนกระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศในอนาคต
    สถาบันรามจิตติ และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ร่วมกันจัดทำ “โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด Child Watch ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ขึ้นมาเพื่อเฝ้าระวัง ศึกษาข้อมูลและปัญหาของเยาวชนในด้านการศึกษา สุขภาพ และปัญหาด้านสังคม พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างสังคมที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชน
    ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้จัดการสถาบันรามจิตติ และหัวหน้าโครงการ Child Watch ระบุว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างเมืองน่าอยู่เกิดขึ้นมาจากฐานคิดที่สำคัญ 2 ประการคือ ฐานคิดในเรื่องปัญหาเด็กและเยาวชนที่มีความซับซ้อนและเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างบูรณาการ เพราะปัญหาในเด็กเป็นปัญหาที่มีปัจจัยต่างๆ เกี่ยวข้องอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สุขภาพ สังคม ครอบครัวฯลฯ แนวทางการแก้ไขก็คือต้องมียุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงปัญหาทุกอย่างเข้าด้วยกัน จึงได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมืองน่าอยู่สำหรับเยาวชนขึ้นมา ซึ่งหมายถึงเมืองที่มีองค์ประกอบในด้านต่างๆ คือ ด้านความปลอดภัย, สุขภาพ, ครอบครัว, การเรียนรู้, สิทธิเด็ก, พื้นที่สร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วม
    “ฐานคิดที่ 2 คือเราใช้ทฤษฏีคนตัวเล็ก เพราะที่ผ่านมาเราใช้ทฤษฏีคนตัวโตมาตลอดต้องรอรัฐบาล รอนโยบายระดับชาติมาตลอด แต่เราเชื่อในพลังของคนตัวเล็กเราจึงมองไปที่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ถ้าเราทำให้เกิดยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่นที่ภายใต้กรอบคิดเรื่องเมืองน่าอยู่ก็จะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของประเทศไทยการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีตัวบ่งชี้หลายตัวที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินงานของเรามาถูกทางแล้ว ยกตัวอย่างใน อบต.กุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเริ่มต้นดำเนินกิจกรรมตามยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่สำหรับเด็กได้ 2 ปี ก็พบว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุ และสถิติคดีอาชญากรรม การทะเลาะวิวาทที่มีเด็กและเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องก็ลดลง” ผู้จัดการสถาบันรามจิตติกล่าว
    ดร.สมบัติ ฤทธิเดช หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Child Watch ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม กล่าวถึงภาวะเสี่ยง 7 ด้านที่เด็กและเยาวชนในภาคอีสานประสบอยู่ในขณะนี้คือ 1.สื่อสมัยใหม่ที่มีความรุนแรงและชักจูงไปในทางที่ไม่ดี 2.ครอบครัวอ่อนแอมีปัญหา 3.มีความห่างเหินกับสถาบันศาสนา 4.กระแสบริโภคนิยมในเรื่องเครื่องมือสื่อสาร 5.ปัญหาเรื่องเพศการอยู่ก่อนแต่งหรือมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเรียน 6.อยากรวยทางลัดด้วยการเล่นหวยและการพนัน และ การมีพฤติกรรมที่ใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหา
    “เยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้คิดเป็น 25-30% ของเด็กในภาคอีสานทั้งหมด ซึ่งเด็กจำนวนนี้หากปล่อยไว้จะเปรียบเสมือนเป็นระเบิดเวลาของสังคม เราจึงมียุทธศาสตร์ของจังหวัดขึ้นมาที่เรียกว่าขจัดร้าย-ขยายดี โดยเฉพาะในเรื่องของการขยายดีด้วยการสร้างพื้นที่ดีมีคุณภาพที่สามารถทำได้ก่อนเป็นอันดับแรก จึงเป็นที่มาของโครงการถนนเด็กเดินในปี 2549 เพื่อเป็นเวทีให้เด็กและเยาวชนได้แสดงออกและรวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสร้างสรรค์และกันตัวเองออกจากพื้นที่เสี่ยงและความเสี่ยงต่างๆ” อ.สมบัติกล่าว
    “ถนนเด็กเดิน” จ.มหาสารคาม จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ที่ 3 ของเดือน ณ ถนนบริเวณตลาดไนท์บาร์ซา ซึ่งมีระยะทางยาวถึง 700 เมตร เป็นพื้นที่ๆ เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้มาแสดงออกในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเองในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นศิลปะ การอนุรักษ์วัฒนธรรม การแสดงต่างๆ การจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นงานฝีมือ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “เด็กนำ-ผู้ใหญ่หนุน”
    “ถนนเด็กเดินเป็นกิจกรรมที่สามารถตอบโจทย์และมิติของเมืองน่าอยู่ได้เกือบครบทุกข้อ เวลาที่จัดงานเราจะพบเห็นภาพของพ่อแม่พาลูกมาวาดรูประบายสี หรือมาร่วมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของครอบครัว เด็กๆ ก็มีสิทธิ์ในการแสดงออก และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเรายังมีหน่วยงานต่างๆ มาให้ความรู้ในเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากเยาวชนเป็นอย่างดีมีคนเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 1,000 คนต่อครั้ง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เรายังพบว่าเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็เริ่มที่จะให้ความสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความสามารถของตนเองในเวทีนี้ด้วย”  นายเอกชัย ธงชาย รองประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดมหาสารคาม และผู้ประสานงานโครงการถนนเด็กดิน เล่าถึงเสียงตอบรับจากเยาวชนในจังหวัด
    โครงการถนนเด็กเดินได้กระตุ้นให้หลายๆ ฝ่ายเห็นความสำคัญในเรื่องของการสร้างเมือน่าอยู่ เกิดการต่อยอดขยายผลการดำเนินงานออกไปสู่ในระดับอำเภอ ตำบล และในระดับหมู่บ้าน โดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งในจังหวัดมหาสารคามได้นำเอาแนวคิดนี้ไปบูรณาการจัดกิจกรรมในพื้นที่เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้จังหวัดมหาสารคามเป็นเมืองน่าอยู่ตามศักยภาพในแต่ละด้านของชุมชน ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาและขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปเป็นสังคมเมืองที่น่าอยู่อย่างแท้จริง
    “โครงการนี้คาดหวังว่าจะเกิดปัจจัยคุณภาพ 4 ด้านคือ เกิดครอบครัวคุณภาพที่มีความเข้มแข็งดูแลเด็กได้เป็นอย่างดี เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพทำให้เด็กได้มีช่องทางการเรียนรู้มีโอกาสทางการศึกษาและมีโอกาสในการทำงานตามศักยภาพ เกิดสื่อสมัยใหม่ต่างๆ ที่มีคุณภาพเป็นสื่อที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก และเกิดพื้นที่คุณภาพทำให้สังคมเมืองเป็นสังคมที่มีความปลอดภัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น 4 เสาหลักที่จะนำทางไปสู่การพัฒนาเด็กได้ดีที่สุด และจะเป็นพื้นฐานของสังคมที่ดีสังคม เป็นที่มีคุณภาพในอนาคต” ผู้จัดการสถาบันรามจิตติกล่าวสรุป.

Your rating: None Average: 5 (1 vote)

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น